วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

วิจัย พฤติกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่มีต่อเพศที่สามในสื่อมวลชล

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง                  ความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่มีต่อเพศที่สามในสื่อมวลชน
คณะผู้วิจัย            ธิดารัตน์                ทองเจริญ
                                พิเชษฐ์                   แก้วกัลยา
                                เทพพิทักษ์            ศรีจันทร์
                                แพรวเพชร           สีพันดอน
ระดับการศึกษา    ปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต (นศ.บ) สาขานิเทศศาสตร์ (ประชาสัมพันธ์)
สังกัด                     สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ปีการศึกษา           2559
อาจารย์ที่ปรึกษา  ผศ.ดร.เสกสรร   สายสีสด
………………………………………………………………………………………………………….

การศึกษาเรื่องความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่มีต่อเพศที่สามในสื่อมวลชนมีวัตถุประสงค์การวิจัย1)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่มีต่อเพศที่สามในด้านสื่อมวลชน 2)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีในการบริโภคสื่อที่มีเพศ    ที่สามเป็นคนดำเนินรายการ  3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจจากการนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏในเรื่องของเพศ     ที่สามที่ปรากฏภายในสื่อมวลชน โดยผู้วิจัยจะทำการศึกษาประชากรกลุ่มตัวอย่างกับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี   ได้แก่ คณะครุศาสตร์ คณะเทคโนโลยี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และคณะวิทยาศาสตร์  จำนวน  400 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SSPS ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า พบว่าเป็นเพศหญิงจำนวน 235 คน คิดเป็น ร้อยละ58.8 และ เพศชาย จำนวน  165 คน คิดเป็น ร้อยละ 41.3 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่2มากที่สุด จำนวน 119 คน คิดเป็น ร้อยละ 29.8 ศึกษาอยู่คณะวิทยาการจัดการมากที่สุด  จำนวน 187 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.8 มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนส่วนใหญ่ ระหว่าง 3,000-5,000 บาท จำนวน 168 คน คิดเป็น ร้อยละ 42.0  สถานที่พักอาศัยขณะกำลังศึกษา ส่วนใหญ่พักอาศัยหอพัก จำนวน 222 คน คิดเป็นร้อยละ 55.5
ด้านข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เปิดรับสื่อจากช่องทางสื่อวิทยุโทรทัศน์ จำนวน 160 คน คิดเป็น ร้อยละ 40.0 สื่อที่ใช้งานบ่อยที่สุดคือสื่ออินเทอร์เน็ต จำนวน 248 คน คิดเป็น ร้อยละ 62.0 ระยะเวลาในการใช้สื่อในแต่ละวัน 3 – 5 ชั่วโมง จำนวน 127 คน คิดเป็น ร้อยละ 31.8 นักศึกษาส่วนใหญ่เคยพบเห็นบุคคลเพศที่สามจากสื่อชนิดสื่อวิทยุโทรทัศน์ มากที่สุด จำนวน 184 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.0 นักศึกษาส่วนใหญ่ คิดว่าบทบาทเพศที่สามในสื่อมวลชนมีความเหมาะสม จำนวน 378 คน คิดเป็น ร้อยละ 94.5 นักศึกษาส่วนใหญ่ส่วนใหญ่เคยเห็นเพศที่สามในสื่อมวลชนในบทบาทนักแสดงมากที่สุด จำนวน 306 คน คิดเป็น ร้อยละ 76.5  นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่าข้อจำกัดที่มีผลต่อการทำงานของเพศที่สามในสื่อมวลชน คือ สังคม มากที่สุด  จำนวน 216 คน คิดเป็น ร้อยละ 54.0  นักศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อเพศที่สามที่เปิดเผยตัวตนมากขึ้นในบทบาทสื่อมวลชนมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม จำนวน 379 คน คิดเป็น ร้อยละ 94.8  ประเภทของสื่อมวลชนที่มีบุคคลเพศที่สามดำเนินงานมากที่สุด คือ วิทยุโทรทัศน์ จำนวน 199 คน คิดเป็น ร้อยละ 49.8 นักศึกษาส่วนใหญ่เห็นบุคคลเพศที่สามจากสื่อทีวี ช่อง GMM25 จำนวน 102  คน  คิดเป็น ร้อยละ 25.5  รู้จักบุคคลเพศที่สามที่มีบทบาทในสื่อมวลชนได้จากการรับชมทางโทรทัศน์มากที่สุด จำนวน 322 คน คิดเป็น ร้อยละ 80.5 นักศึกษาส่วนใหญ่ เคยรับชมภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศที่สาม จำนวน 305 คน คิดเป็น ร้อยละ 76.3  นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่าหากผู้ประกาศข่าวเป็นบุคคลเพศที่สามจะไม่ส่งผลกระทบในด้านความน่าเชื่อถือต่อการเปิดรับข่าวสารของประชาชน จำนวน 340 คน คิดเป็น ร้อยละ 85.0  นักศึกษาส่วนใหญ่รู้สึกต่อบุคคลเพศที่สามในสื่อมวลชน คือ  ชอบมากเข้าถึงบทบาทได้ดีมีการแสดงออกที่ชัดเจน จำนวน 236 คน คิดเป็น ร้อยละ 95.5 นักศึกษาส่วนใหญ่มีความชื่นชอบ อ๊อฟ ปองศักดิ์ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ ศิลปินชื่อดังมากที่สุด  จำนวน 104 คน คิดเป็น ร้อยละ 26.0

ด้านความพึงพอใจต่อการแสดงออกของบุคคลในวงการบันเทิงที่เป็นเพศที่สามส่งเสริมให้คนในสังคมเกิดการยอมรับเพศที่สามมากอยู่ในระดับมาก  (ค่าเฉลี่ย=4.25)  สังคมไทยควรให้การสนับสนุนต่อบทบาทเพศที่สามในสื่อมวลชน อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.25) ท่านมีความพึงพอใจต่อการสร้างสรรค์ผลงานในด้านสื่อมวลชนของเพศที่สามอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.24) การยอมรับของคนในสังคมที่มีต่อเพศที่สามในสื่อมวลชนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.20) เพศที่สามมีการสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับคนรอบข้างและวงการสื่อมวลชนได้เป็นอย่างอยู่ในระดับมาก(ค่าเฉลี่ย=4.18) ท่านมีความพึงพอใจต่อเพศที่สามในสื่อมวลชนในด้านการวางตัวและการทำงานและการแสดงออกสู่สาธารณชนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.18) ประสิทธิภาพของบทบาทเพศที่สามที่มีในสื่อมวลชนอยู่ในระดับมาก     (ค่าเฉลี่ย=4.18) ท่านคิดว่าสังคมไทยเปิดกว้างในเรื่องเพศที่สามในสื่อมวลชนมากน้อยเพียงใดอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.15) ท่านมีความพึงพอใจต่อบทบาทของเพศที่สามในสื่อมวลชนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.14)  การที่เป็นเพศที่สามไม่เหมาะสมต่อการมีบทบาทในสื่อมวลชนอยู่ในเกณฑ์น้อย (ค่าเฉลี่ย=2.50) 

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

ความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง                  ความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่มีต่อเพศที่สามในสื่อมวลชน
คณะผู้วิจัย            ธิดารัตน์                ทองเจริญ
                                พิเชษฐ์                   แก้วกัลยา
                                เทพพิทักษ์            ศรีจันทร์
                                แพรวเพชร           สีพันดอน
ระดับการศึกษา    ปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต (นศ.บ) สาขานิเทศศาสตร์ (ประชาสัมพันธ์)
สังกัด                     สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ปีการศึกษา           2559
อาจารย์ที่ปรึกษา  ผศ.ดร.เสกสรร   สายสีสด
………………………………………………………………………………………………………….

การศึกษาเรื่อง ความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่มีต่อเพศที่สามในสื่อมวลชน มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่มีต่อเพศที่สามในด้านสื่อมวลชน 2)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีในการบริโภคสื่อที่มีเพศที่สามเป็นคนดำเนินรายการ  3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจจากการนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏในเรื่องของเพศที่สามที่ปรากฏภายในสื่อมวลชน โดยผู้วิจัยจะทำการศึกษาประชากรกลุ่มตัวอย่างกับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี   ได้แก่ คณะครุศาสตร์ คณะเทคโนโลยี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และคณะวิทยาศาสตร์  จำนวน  400 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SSPS ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า พบว่าเป็นเพศหญิงจำนวน 235 คน คิดเป็น ร้อยละ58.8 และ เพศชาย จำนวน  165 คน คิดเป็น ร้อยละ 41.3 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่2มากที่สุด จำนวน 119 คน คิดเป็น ร้อยละ 29.8 ศึกษาอยู่คณะวิทยาการจัดการมากที่สุด  จำนวน 187 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.8 มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนส่วนใหญ่ ระหว่าง3,000-5,000 บาท จำนวน 168 คน คิดเป็น ร้อยละ 42.0 สถานที่พักอาศัยขณะกำลังศึกษา ส่วนใหญ่พักอาศัยหอพัก จำนวน 222 คน คิดเป็นร้อยละ 55.5
ด้านข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เปิดรับสื่อจากช่องทางสื่อวิทยุโทรทัศน์ จำนวน 160 คน คิดเป็นร้อยละ 40.0สื่อที่ใช้งานบ่อยที่สุดคือสื่ออินเทอร์เน็ต จำนวน 248 คน คิดเป็น ร้อยละ 62.0 ระยะเวลาในการใช้สื่อในแต่ละวัน 3 – 5 ชั่วโมง จำนวน 127 คน คิดเป็น ร้อยละ 31.8 นักศึกษาส่วนใหญ่เคยพบเห็นบุคคลเพศที่สามจากสื่อชนิดสื่อวิทยุโทรทัศน์ มากที่สุด จำนวน 184 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.0 นักศึกษาส่วนใหญ่ คิดว่าบทบาทเพศที่สามในสื่อมวลชนมีความเหมาะสม จำนวน 378 คน คิดเป็น ร้อยละ 94.5 นักศึกษาส่วนใหญ่ส่วนใหญ่เคยเห็นเพศที่สามในสื่อมวลชนในบทบาทนักแสดงมากที่สุด จำนวน 306 คน คิดเป็น ร้อยละ 76.5 นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่าข้อจำกัดที่มีผลต่อการทำงานของเพศที่สามในสื่อมวลชน คือ สังคม มากที่สุด  จำนวน 216 คน คิดเป็น ร้อยละ 54.0 นักศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อเพศที่สามที่เปิดเผยตัวตนมากขึ้นในบทบาทสื่อมวลชนมีความเห็นว่า มีความเหมาะสม จำนวน 379 คน คิดเป็น ร้อยละ 94.8 ประเภทของสื่อมวลชนที่มีบุคคลเพศที่สามดำเนินงานมากที่สุด คือ วิทยุโทรทัศน์ จำนวน 199 คน คิดเป็น ร้อยละ 49.8 นักศึกษาส่วนใหญ่เห็นบุคคลเพศที่สามจากสื่อทีวี ช่อง GMM25 จำนวน 102  คน  คิดเป็น ร้อยละ 25.5  รู้จักบุคคลเพศที่สามที่มีบทบาทในสื่อมวลชนได้จากการรับชมทางโทรทัศน์มากที่สุด จำนวน 322 คน คิดเป็น ร้อยละ 80.5 นักศึกษาส่วนใหญ่ เคยรับชมภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศที่สาม จำนวน 305 คน คิดเป็น ร้อยละ 76.3 นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่าหากผู้ประกาศข่าวเป็นบุคคลเพศที่สามจะไม่ส่งผลกระทบในด้านความน่าเชื่อถือต่อการเปิดรับข่าวสารของประชาชน จำนวน 340 คน คิดเป็น ร้อยละ 85.0  นักศึกษาส่วนใหญ่รู้สึกต่อบุคคลเพศที่สามในสื่อมวลชน คือ  ชอบมากเข้าถึงบทบาทได้ดีมีการแสดงออกที่ชัดเจน จำนวน 236 คน คิดเป็น ร้อยละ 95.5 นักศึกษาส่วนใหญ่มีความชื่นชอบ อ๊อฟ ปองศักดิ์ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ ศิลปินชื่อดังมากที่สุด  จำนวน 104 คน คิดเป็น ร้อยละ 26.0

ด้านความพึงพอใจต่อการแสดงออกของบุคคลในวงการบันเทิงที่เป็นเพศที่สามส่งเสริมให้คนในสังคมเกิดการยอมรับเพศที่สามมากอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.25)  สังคมไทยควรให้การสนับสนุนต่อบทบาทเพศที่สามในสื่อมวลชน อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.25) ท่านมีความพึงพอใจต่อการสร้างสรรค์ผลงานในด้านสื่อมวลชนของเพศที่สามอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.24) การยอมรับของคนในสังคมที่มีต่อเพศที่สามในสื่อมวลชนอยู่ในระดับมาก(ค่าเฉลี่ย=4.20) เพศที่สามมีการสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับคนรอบข้างและวงการสื่อมวลชนได้เป็นอย่างอยู่ในระดับมาก(=4.18) ท่านมีความพึงพอใจต่อเพศที่สามในสื่อมวลชนในด้านการวางตัวและการทำงานและการแสดงออกสู่สาธารณชนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.18) ประสิทธิภาพของบทบาทเพศที่สามที่มีในสื่อมวลชนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.18) ท่านคิดว่าสังคมไทยเปิดกว้างในเรื่องเพศที่สามในสื่อมวลชนมากน้อยเพียงใดอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.15) ท่านมีความพึงพอใจต่อบทบาทของเพศที่สามในสื่อมวลชนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.14)  การที่เป็นเพศที่สามไม่เหมาะสมต่อการมีบทบาทในสื่อมวลชนอยู่ในเกณฑ์น้อย (ค่าเฉลี่ย=2.50)

ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าบนแอพพลิเคชั่น

บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าบนแอพพลิเคชั่น อินสตาแกรม (Instagram)จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการซื้อของผ่านบนแอพพลิเคชั่น อินสตาแกรม (Instagram)จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล
การดำเนินการวิจัยครั้งนี้โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ  ส่วนที่ 1 ปัจจัยข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 พฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าผ่านแอพพลิเคชั่น อินสตาแกรม (Instagram) ส่วนที่ 3 ความพึงพอใจในการซื้อสินค้าทางแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม (Instagram) ส่วนที่ 4 ข้อเสนอแนะ


กล่องข้อความ: ขผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพศหญิงคิดเป็นร้อยละ66.25และส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15 - 24 ปี คิดเป็นร้อยละ 65.3และอยู่ในสถานะโสด คิดเป็นร้อยละ 87.8 และส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 80.3 และมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 5000 บาท คิดเป็นร้อยละ33.0
ผลการวิจัยของกลุ่มตัวอย่างพบว่า พฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าผ่านทางแอพพลิเคชั่น (Instagram) รู้จัก แอพพลิเคชั่นอินตราแกรม(Instagram) คิดเป็นร้อยละ 97.5 และรู้จักจากเพื่อนคิดร้อยละ 45.3 และช่วงเวลาในการใช้งาน ตามสะดวก คิดเป็นร้อยละ 75.5 และสถานที่ใช้บริการที่บ้าน คิดเป็นร้อยละ63.8 และกลุ่มตัวที่ตอบแบบสอบถามอย่างส่วนใหญ่เลือกซื้อเสื้อ คิดเป็นร้อยละ 59.3 และ ค่าใช้ค่าใช้จ่ายในการซื้อครั้งละ 100 – 500 บาท/ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 45.0และจำนวนการซื้อแต่ละครั้ง 1ครั้ง/เดือน คิดเป็นร้อยละ 52.3
ผลการวิจัยของกลุ่มตัวอย่างพบว่าความพึงพอใจในการซื้อสินค้าทางแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม (Instagram)พบว่าความทันสมัยของแอพพิลิเคชั่น (Application)  มีค่าเฉลี่ย 3.71ซึ่งอยู่ในระดับมาก และพบว่าความหลากหลายในการชำระเงิน มีค่าเฉลี่ย 3.65 ซึ่งอยู่ในระดับมาก และ ความพึงพอใจในระบบ มีค่าเฉลี่ย 3.58 ซึ่งอยู่ในระดับมาก และการค้นหาที่รวดเร็ว มีค่าเฉลี่ย 3.58ซึ่งอยู่ในระดับมาก และการจัดส่งสินค้ามีค่าเฉลี่ย 3.51 ซึ่งอยู่ในระดับมากและการรับประกันสินค้า มีค่าเฉลี่ย 3.44 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้า มีค่าเฉลี่ย 3.43 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และการป้องกันและความเป็นส่วนตัว มีค่าเฉลี่ย 3.42ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และข้อมูลของสินค้าที่ครบถ้วน มีค่าเฉลี่ย 3.41 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และความไว้วางใจในการเก็บข้อมูลมีค่าเฉลี่ย 3.40ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภค มีค่าเฉลี่ย 3.38 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และความน่าเชื่อถือมีค่าเฉลี่ย 3.31 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และคุณภาพสินค้า มีค่าเฉลี่ย 3.31 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง  และราคาที่ถูกกว่าตลาดมีค่าเฉลี่ย 3.25ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง






พฤติกรรมการเปิดรับ และความพึงพอใจของผู้ฟังที่มีต่อวิทยุออนไลน์ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

บทคัดย่อ
การศึกษางานวิจัยเรื่องพฤติกรรมการเปิดรับ และความพึงพอใจของผู้ฟังที่มีต่อวิทยุออนไลน์ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี พ.ศ.2559 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี จำนวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป(SPSS) การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

                             ผลการวิจัยพบว่าประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จํานวน 208 คน คิดเป็นร้อยละ 52.0  มีอายุระหว่าง 21-25 ปี มีอาชีพนักเรียน/นักศึกษา การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ำกว่า 5,000 บาท พฤติกรรมการเปิดรับวิทยุออนไลน์เป็นประจำของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่ใช้บริการบ้างบางครั้ง      สถานที่เปิดรับวิทยุออนไลน์ที่ บ้าน เปิดรับจากสื่ออินเทอร์เน็ตในการเปิดรับวิทยุออนไลน์ ช่วงเวลาใหญ่อยู่ที่ช่วงเวลา 12.00 15.00 น. กลุ่มตัวอย่างส่วนมากไม่เคยร่วมกิจกรรมในวิทยุออนไลน์  รายการที่รับฟังเป็นส่วนมาก คือ รายการเพลง คลื่นวิทยุในเขตเทศบาลอุดรธานีที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มตัวอย่าง คือ สถานีเพลงสตริง คลื่นCool 93 คลื่นลูกทุ่งเน็ตเวิร์กตามลำดับ ความชัดเจนของการออกอากาศอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.90  , มีความเสถียรในการออกอากาศอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.80, ความรวดเร็วในการรับฟังอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย3.79, ความน่าเชื่อถือของสถานีอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.90, การจัดหน้าเว็บที่เหมาะสม(ไม่มีโฆษณาแผงที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย) อยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.67, ข่าวต้นชั่วโมง/ท้ายชั่วโมงอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.88, มีความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.75, มีการอัพเดตข่าวสารรวดเร็วอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.86, ความรู้และสาระบันเทิงที่ได้จากรายการวิทยุออนไลน์อยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.75, ข่าวสารเกี่ยวกับวงการเพลงมีความน่าสนใจอยู่ในเกณฑ์มากโดยมี ค่าเฉลี่ย 3.74, รับทราบเรื่องราวในวงการเพลงอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.74,  ได้รับความสนุกสนานอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 4.00  , ได้รับความเพลิดเพลินอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.98  , พึงพอใจต่อนักจัดรายการอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.67, นักจัดรายการมีลูกเล่นที่น่าสนใจอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.71  , เปิดเพลงเป็นที่น่าพอใจอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย  3.76, มีการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.76, มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอยู่ในเกณฑ์มากโดยมีค่าเฉลี่ย 3.69 

วิจัย พฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวไทย – ลาว

ชื่อเรื่อง                                      พฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวไทย – ลาว
คณะผู้วิจัย                                 ชุติกาญจน์   มาระศรี
                                                เมธาวี   ลดาวัลย์
                                                ประภัสสร   ชัยวิลา
                                                พัชรพร   คำออน
ระดับการศึกษา                           ปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต (นศ.บ) สาขานิเทศศาสตร์ (ประชาสัมพันธ์)
สังกัด                                        สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ปีการศึกษา                                 2559

อาจารย์ที่ปรึกษา                         ผศ.ดร.เสกสรร   สายสีสด

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย-ลาว เพื่อศึกษาปัญหาของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย-ลาวและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวในการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย-ลาว โดยในการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสำรวจแบบสุ่มอย่างง่าย  จากนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย-ลาว ซึ่งได้แก่ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ          ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SSPS ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่าเพศหญิง จำนวน 210 คน คิดเป็นร้อยละ 52.5 เพศชาย จำนวน 190 คน คิดเป็นร้อยละ 47.5 มีอายุระหว่าง 30-39 ปี จำนวน 118 คน คิดเป็นร้อยละ 29.5 มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน 216 คน คิดเป็นร้อยละ 54.0 มีสถานภาพสมรส สมรส จำนวน 199 คน คิดเป็นร้อยละ 49.8 มีอาชีพนักเรียน/นักศึกษา จำนวน 107 คน คิดเป็นร้อยละ 26.8 มีรายได้ 40,000 บาทขึ้นไป จำนวน 152 คน คิดเป็นร้อยละ 38.0 และมีสัญชาติลาว จำนวน 201 คน คิดเป็นร้อยละ 50.3
ด้านข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย-ลาวพบว่า การเข้ามาท่องเที่ยวเดินทางมากับครอบครัว/ญาติ จำนวน 197 คน คิดเป็นร้อยละ 49.3 วัตถุประสงค์เพื่อพักผ่อน จำนวน 205 คน คิดเป็นร้อยละ 51.3 ความประทับใจวัฒนธรรมประเพณีระหว่างประเทศไทย-ลาว จำนวน 163 คน คิดเป็นร้อยละ 40.8 การใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร/ผลไม้อบแห้ง จำนวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 27.3 ช่วงเวลาการเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในช่วงวันหยุดตามเทศกาล จำนวน 174 คน คิดเป็นร้อยละ 43.5 ช่วงเดือนที่เดินทางมาท่องเที่ยวอยู่ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน จำนวน 151 คน คิดเป็นร้อยละ 37.8 ได้รับข้อมูลการท่องเที่ยวจากสื่อออนไลน์ จำนวน 163 คน คิดเป็นร้อยละ 40.8 สถานที่พักในการพักผ่อนคือโรงแรม/รีสอร์ท จำนวน 299 คน คิดเป็นร้อยละ 74.8 มีความต้องการกลับมาอีก จำนวน 341 คน คิดเป็นร้อยละ 85.3 ใช้งบประมาณ 4,000-5,000 บาท จำนวน 119 คน คิดเป็นร้อยละ 29.8 เดินทางโดยวิธีรถส่วนตัว จำนวน 201 คน คิดเป็นร้อยละ 50.3
ใช้ระยะเวลาในการท่องเที่ยวไป-กลับ จำนวน 174 คน คิดเป็นร้อยละ 43.5
ด้านปัญหาการท่องเที่ยวระหว่างไทยลาวพบว่า ใช้เวลาในการเดินทาง 15-30 นาที จำนวน 273 คน คิดเป็นร้อยละ 68.3 ภาษาเป็นอุปสรรคในด้านการติดต่อสอบถาม จำนวน 154 คน คิดเป็นร้อยละ 38.5 วัฒนธรรมเป็นอุปสรรคในด้านภาษา จำนวน 171 คน คิดเป็นร้อยละ 42.8 การจราจรเป็นอุปสรรคในด้านสัญญาณไฟจราจร จำนวน 214 คน คิดเป็นร้อยละ 53.5 ยานพาหนะเป็นอุปสรรคในด้านจำนวนผู้ใช้บริการ จำนวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 50.0 และขั้นตอนการทำเอกสารประสบปัญหาในด้านมีช่องบริการไม่เพียงพอ จำนวน 218 คน คิดเป็นร้อยละ 54.5 
ด้านความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ความสะอาดของสถานที่พักอยู่ในระดับมาก( ค่าเฉลี่ย =3.85) ความสวยงามของสถานที่พักอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.87) สิ่งอำนวยความสะดวกสบายในสถานที่พักอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย =3.85) ความปลอดภัยของสถานที่พักอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.84) ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.91) ความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =4.05) ความสะอาดของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =4.05) ความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.91) แหล่งท่องเที่ยวแต่ละที่อยู่ใกล้กัน เดินทางสะดวกอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.85) การอนุญาตให้ประชาชนเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้นอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.86) การเสนอข่าวสารของสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.84) การประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวโดยการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เช่น การออกบูธแนะนำแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.88) ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทย-ลาวมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.87) และท่านพึงพอใจต่อแพ็คเกจทัวร์ในการท่องเที่ยวไทย-ลาวอยู่ในระดับมาก ( ค่าเฉลี่ย =3.90)

วิจัย ความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ที่มีต่อสาขาวิชานิเทศศาสตร์ (ภาคปกติ) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

ชื่อเรื่อง                      ความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ที่มีต่อสาขาวิชา
       นิเทศศาสตร์ (ภาคปกติ) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
คณะผู้วิจัย                นางสาวดวงฤทัย                    เอกวงษา
                                นางสาวทิพย์นภา                   คำคูณ
                                  นางสาวนิสา                          ฤทธิบุญ
                                นางสาวจรรยา                       สำนักบ้านโคก
                                นางสาวละอองดาว                อาจหาร
                                นางสาวศุภจิตร                      ศรีสิงห์
สังกัด                       สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ  มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี
ปีการศึกษา                2559
ระดับการศึกษา          ปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต (นศ..) แขนงวารสารสนเทศ
อาจารย์ที่ปรึกษา        ผศ.ดร.เสกสรร  สายสีสด


บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์(ภาคปกติ) ที่มีต่อสาขาวิชานิเทศศาสตร์และเพื่อทราบถึงปัญหาและอุปสรรค์ของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ที่มีต่อสาขาวิชานิเทศศาสตร์(ภาคปกติ) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยวิธีการเก็บข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ชั้นปี 3 แขนงวิชา ได้แก่ วารสารสนเทศ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และการประชาสัมพันธ์ อ้างอิงตามรายชื่อจากฝ่ายทะเบียนมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 - 4 มีจำนวน 499 คน  เก็บรวบรวมกลุ่มตัวอย่างได้ตามจำนวนจริง คือ 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักศึกษา สาขาวิชานิเทศศาสตร์ที่มีต่อสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลได้จากโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ พบว่า จำนวนเพศหญิง  มีมากที่สุดถึง  239  คน  คิดเป็นร้อยละ  59.8  รองลงมา  คือเพศชาย จำนวน 161  คน  คิดเป็นร้อยละ  40.3  ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1  มากที่สุดถึง  108 คน คิดเป็นร้อยละ  27.0  รองลงมานักศึกษาชั้นปีที่  2 จำนวน  106 คน คิดเป็นร้อยละ 26.5  นักศึกษาชั้นปีที่ 3  จำนวน  96  คน  คิดเป็นร้อยละ 24.0  และนักศึกษาชั้นปี  4 จำนวน  90  คิดเป็นร้อยละ  22.5  ตามลำดับ
ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ที่มีต่อสาขาวิชานิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตามสาขาวิชานิเทศศาสตร์ควรมีการจัดการด้านใดเพิ่มเติม  พบว่า ด้านวัสดุอุปกรณ์  มีจำนวนมากถึง  276 คน คิดเป็นร้อยละ 69.0 รองลงมาคือ ด้านบุคลากร มีจำนวน  45 คน คิดเป็นร้อยละ  11.รองลงมาคือ ด้านหลักสูตร จำนวน  41 คน คิดเป็นร้อยละ 10.3 และสุดท้ายด้านอาคารและสถานที่ มีจำนวน 38 คน ติดเป็นร้อยละ 9.5 ตามระยะเวลาในการเรียนการสอนของสาขาวิชานิเทศศาสตร์มีความเหมาะสมหรือไม่  พบว่า มีความเหมาะสม  จำนวนมากถึง  345 คน คิดเป็นร้อยละ  86.3 ไม่เหมาะสม มีจำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5 และอื่นๆ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.3
ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามอุปกรณ์การเรียนการสอนของสาขาวิชานิเทศศาสตร์เพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่  พบว่า ไม่เพียงพอ  มีจำนวนมาก ถึง 288 คน คิดเป็นร้อยละ 72.0 เพียงพอ มีจำนวน 111 คน คิดเป็นร้อยละ 27.8 และอื่นๆ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.3 ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามอาจารย์แต่ละท่านให้ความสำคัญต่อนักศึกษาทุกคนเท่าเทียมกันหรือไม่  พบว่า ให้ความสำคัญต่อนักศึกษาทุกคนเท่าเทียมกัน   มีจำนวนมากถึง  284 คน คิดเป็นร้อยละ 71.0 ไม่เท่าเทียม มีจำนวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 27.0 และอื่นๆ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 2.0
ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้วนักศึกษาคิดว่าจะไปประกอบอาชีพด้านใด  พบว่า ประกอบอาชีพตรงตามสายที่เรียนมา จำนวน  197 คน คิดเป็นร้อยละ 49.3 รองลงมา คือ ธุรกิจส่วนตัว  มีจำนวน 120 คน คิดเป็นร้อยละ 30.0 ถัดมา คือ ยังไม่ได้คิด จำนวน 76 คน คิดเป็นร้อยละ 19.และ อื่นๆ จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 1.8 ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตาม ต้องการให้สาขาวิชานิเทศศาสตร์จัดกิจกรรมเพิ่มเติมในด้านใดมากที่สุด  พบว่า ด้านนันทนาการ  มีจำนวนมากถึง  164 คน คิดเป็นร้อยละ 41.รองลงมา คือ ด้านหลักวิชาการ  มีจำนวน 138 คน คิดเป็นร้อยละ 34.5 ถัดมา คือ ด้านกิจกรรมชมรม, ชุมชน จำนวน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 23.และ อื่นๆ จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 1.3
ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามตามกิจกรรมที่ชื่นชอบของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ( ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ )   พบว่า  กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่  ชื่นชอบมากที่สุด จำนวน  250  คน  คิดเป็นร้อยละ  62.อันดับถัดมา  คือ  ไหว้ครู  จำนวน  162  คน  คิดเป็นร้อยละ  40.อันดับถัดมาคือ  ละครเวทีนิเทศศาสตร์  จำนวน  140  คน  คิดเป็นร้อยละ  35.อันดับถัดมาคือ  งานเลี้ยงอำลารุ่นพี่  จำนวน  130  คน  คิดเป็นร้อยละ  32.อันดับถัดมาคือ  ศึกษาดูงาน  จำนวน  129  คน  คิดเป็นร้อยละ  32.อันดับถัดมาคือ  วันราชภัฏวิชาการ  จำนวน  108  คน  คิดเป็นร้อยละ  27.อันดับถัดมาคือ  งานปีใหม่  จำนวน  90  คน คิดเป็นร้อยละ  22.อันดับถัดมาคือ  โฮมรูม  จำนวน  85  คน  คิดเป็นร้อยละ  21.อันดับถัดมาคือ  บรรยายพิเศษ  จำนวน  82  คน คิดเป็นร้อยละ  20.อันดับถัดมาคือ  การเตรียมความพร้อมน้องใหม่  จำนวน  71  คน  คิดเป็นร้อยละ  17.และอื่นๆ จำนวน  คน  คิดเป็นร้อยละ  1.ตามลำดับ
ผลการวิจัยพบว่าความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์ (ภาคปกติ) ที่มีต่อสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลับราชภัฎอุดรธานี โดยภาพรวมแล้วอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านอาจารย์ผู้สอนในภาพรวมของหลักสูตร(ค่าเฉลี่ย =3.98 ) รองลงมาคือ ด้านการจัดการเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย =3.79 ) ด้านวัตถุประสงค์และโครงสร้างหลักสูตร (ค่าเฉลี่ย=3.78 ) ด้านเนื้อหาที่เปิดสอนในหลักสูตร( ค่าเฉลี่ย=3.77 ) ด้านการวัดและประเมินผล(ค่าเฉลี่ย=3.77) ด้านกิจกรรมนักศึกษาและการพัฒนานักศึกษา (ค่าเฉลี่ย=3.77) และด้านระบบสนับสนุน (ค่าเฉลี่ย=3.69 )ตามลำดับ
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามท่านคิดว่าสิ่งใดบ้างที่เป็นอุปสรรค์ต่อการเรียนในแต่ละวิชา พบว่า  สิ่งที่เป็นอุปสรรค์ต่อการเรียนในแต่ละวิชาคือ ด้านเสียงรบกวนจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน มีจำนวนมากถึง 192 คน คิดเป็นร้อยละ 48.รองลงมาคือ ด้านไม่เข้าใจเนื้อหาการเรียน มีจำนวน  175 คน คิดเป็นร้อยละ 43.ด้านเสียงรบกวนจากภายนอกห้องเรียน มีจำนวน  164 คน คิดเป็นร้อยละ  41.ด้านสื่อการเรียนการสอนไม่เพียงพอ มีจำนวน  128 คน คิดเป็นร้อยละ 32.ด้านอาจารย์สอนไม่เข้าใจ มีจำนวน  84 คน คิดเป็นร้อยละ 21.และด้านอื่นๆ มีจำนวน  13 คน คิดเป็นร้อยละ  3.3

วิจัย พฤติกรรมการใชแอปพลิเคชันโปเกมอนโก(Pokémon GO) ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

ชื่อเรื่อง
พฤติกรรมการใชแอปพลิเคชันโปเกมอนโก(Pokémon GO) ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
คณะผู้วิจัย
นางสาวพนิดา    คา ภูแสน 
นางสาววรณัน หลา้ พิมพส์ ิงห์ 
นายธนภทัร    มาลาศรี 
นางสาวพิมพพ์ ชัชาเทียนหอม นายธดร    เบ็ญจจินดา 
นางสาวจุฬารัตน์  ปัสสา   
ระดับการศึกษา
ปริญญาตรี สาขาวชิ านิเทศศาสตรบณัฑิต (นศ.บ.)
สังกดั
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี
ปี การศึกษา
2558
อาจารย์ทปี่ รึกษา
ผศ.ดร.เสกสรร   สายสีสด

                           บทคัดย่อ


 การศึกษาพฤติกรรมการใชแ้ อปพลิเคชัน โปเกมอน โก ่ (Pokémon GO) ของประชาชนใน เขตเทศบาลนครอุดรธานี มีวตัถุประสงคด์งนีั ้
1.  เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกบแอั           ปพลิเคชัน ่      Pokémon GOในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
2.  เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใชง้ านแอปพลิเคชัน ่  Pokémon GOในเขตเทศบาลนครอุดรธานี 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใชง้ านแอปพลิเคชัน ่     Pokémon GOในเขตเทศบาลนคร เครื่องมือที่ใชใ้นการเก็บรวบรวมขอ้มูลคือ แบบสอบถาม และสถิติที่ใชใ้นการวเิคราะห์
ขอ้มูล คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วเิคราะห์ขอ้มูลโดยใชโ้ปรแกรม SPSS

ผลการวจิย พบวั า่
            1. จากกลุ่มตวัอยาง่ ผใู้ ชง้ านแอพลิเคชนั โปเกมอน โก ส่วนใหญ่เพศชาย อยูในช่  ่วงอายุ 
19 – 25 ปี จา นวน 183 คน คิดเป็นร้อยละ 45.75 และเป็นนกั เรียน นกั ศึกษา  มีรายไดป้ ระมาณ  5,001 – 10,000 บาท
2. พฤติกรรมการใชแ้ อพลิเคชนั โปเกมอน โก ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี มีดงัต่อไปนี้
 2.1 การรับข่าวสารเกี่ยวกบแอพลิเคชนัั   โปเกมอน โก ส่วนใหญ่รับสารผานทางสื่อ่
โซเชียลมีเดีย โดยมีจา นวนคนเลือก 304 คน คิดเป็นร้อยละ 76 จา นวนคนไม่เลือก 96 คน คิดเป็น ร้อยละ 4 เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารที่ไดร้ับมาจากเพจทางการและสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกบบุคคลที่ติดตามขั ่าวสาร รวมถึงมีความสนใจอยางเดียวก่ นั
2.2 เหตุผลในการเลือกใชแ้อพลิเคชนั โปเกมอน โก ส่วนใหญ่คือ เพื่อการสะสม
ตวัละครโปเกมอน มีจา นวนคนเลือก 239 คน คิดเป็นร้อยละ 59.75 และมีจา นวนคนไม่เลือก 161 คน คิดเป็นร้อยละ 40.25
3. ประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี มีความพึงพอใจต่อแอพลิเคชนั โปเกมอน โก อยู่ ในระดบั มาก เนื่องจากแอพลิเคชนั โปเกมอน โก สามารถเขา้ถึงไดง้่าย ( ค่าเฉลี่ย =3.91)  และเขา้ใจง่าย ( ค่าเฉลี่ย =3.90) พร้อมทั้งไดร้ ับความสนุกสนานเมื่อใชง้ าน ( ค่าเฉลี่ย =3.79) นอกจากนี้ ประชาชนในเขตเทศบาลนคร อุดรธานี ยงัมีความพึงพอใจต่อแอพลิเคชัน โปเกมอน โก ในดา้นการพฒันาให้ตรงกบความต้องการ อยูในระดับปานกลาง จากการที่แอพลิเคชนัมีการอพัเดทล่าชา้ ไม่ตรงกบความต้องการ      ( ค่าเฉลี่ย =3.25) และตัวละครโปเกมอนที่มีอยูไม่ ่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร ( ค่าเฉลี่ย =3.03