วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

ชื่อเรื่อง                  :   พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
คณะผู้วิจัย             ดวงกมล แก้วรอด
                                    วรรณชนก สะอาดเอี่ยม
                                    รลิตา คามะเชียงพิณ
                                    พาขวัญ ตะโนนทอง
                                    ศิโรรัตน์ คำจันทร์
สังกัด                     :   สาขาวิชานิเทศศาสตร์(การประชาสัมพันธ์) คณะวิทยาการจัดการ                   
                                     มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ระดับการศึกษา  ปริญญาตรี(นศ.บ.)
ปีที่วิจัย               :  2558
ที่ปรึกษา             : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสกสรร สายสีสด

บทคัดย่อ
                การศึกษาวิจัยเรื่อง พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมจากการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี 2. เพื่อศึกษาผลกระทบจากการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจจากการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยผู้วิจัยได้ทำการเลือกศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ได้แก่ สถาบันการพลศึกษาอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชธานี วิทยาลัยสันตพล และมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม จำนวน 1 ชุด ที่คณะผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น ทำการเก็บรวบรวมด้วยตัวเอง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า
                1. ข้อมูลทั่วไป พบว่า นักศึกษาที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-22 ปี กำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี จำนวน 312 คน คิดเป็นร้อยละ 78.0 มีรายรับที่ได้จากผู้ปกครองและแหล่งอื่นต่อเดือน 3,000 -  4,000 บาท
                2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนของนักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี พบว่า นักศึกษาเลือกใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คือ สมาร์ทโฟน มากที่สุด ซึ่งใช้บริการที่ หอพัก เป็นอันดับแรก โดยเริ่มรู้จักและเปิดรับสื่ออินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมาแล้ว มากกว่า 6 ปี ซึ่งในหนึ่งวันนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน  จำนวน 5-7 ชั่วโมง เว็บไซค์ที่มีการเข้าใช้งานบ่อยครั้งที่สุด  คือ www.facebook.com โดยยี่ห้อสมาร์ทโฟนที่เลือกใช้มากที่สุด คือ  Samsung  ราคาของสมาร์ทโฟนที่นักศึกษาเลือกซื้อส่วนใหญ่ ราคามากกว่า 9,001 บาท เลือกใช้ผ่านเครือข่าย  AIS จำนวนมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้โปรโมชั่นอินเทอร์เน็ต แบบรายสัปดาห์ โดยเสียค่าบริการอินเทอร์เน็ตต่อเดือนอยู่ที่ 100-229  บาท วัตถุประสงค์ของการใช้อินเทอร์เน็ต  คือ เพื่อความบันเทิง และ นักศึกษาเห็นว่า การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมีประโยชน์  คือ ติดตามข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
          3. ผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนที่มีต่อตนเอง
                ผลกระทบในด้านบวกที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนที่มีต่อตนเอง พบว่า นักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่ เห็นว่าได้รับข้อมูลข่าวสารทันเหตุการณ์ และ ผลกระทบด้านลบ พบว่า นักศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่ เห็นว่า สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพิ่มมากขึ้น
           4. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน พบว่า
           4.1. ความพึงพอใจในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนด้านความสะดวกในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านความสะดวก ลำดับแรก คือ ได้รับข้อมูลข่าวสารประจำวันที่ทันสมัยจากอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน จัดอยู่ในเกณฑ์มาก
          4.2. ความพึงพอใจในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนด้านเนื้อหาในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านเนื้อหา ลำดับแรก คือ สามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารย้อนหลังได้อย่างสะดวก จัดอยู่ในเกณฑ์มาก
                4.3. ความพึงพอใจในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนด้านความสามารถของอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านความสามารถ ลำดับแรก คือ ได้รับความบันเทิง ความเพลิดเพลิน ช่วยผ่อนคลายความเครียดและได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จัดอยู่ในเกณฑ์มาก
                4.4. ความพึงพอใจในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนด้านความรวดเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับสมาร์ทโฟนในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านความรวดเร็ว ลำดับแรก คือ มีความสะดวกเปิดให้บริการต่อเนื่องตลอด 24 ชม. จัดอยู่ในเกณฑ์มาก

                4.5. ความพึงพอใจในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนด้านการติดต่อสื่อสารในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านการติดต่อสื่อสาร ส่วนใหญ่เลือกใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน ลำดับแรก คือ การติดต่อเพื่อสนทนากับเพื่อน จัดอยู่ในเกณฑ์มาก

พฤติกรรมการเปิดรับและความน่าเชื่อถือข่าวสารใน Facebook ของผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี


หัวข้อ                             :    พฤติกรรมการเปิดรับและความน่าเชื่อถือข่าวสารใน Facebook
                                             ของผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
 คณะผู้วิจัย                      นางสาว  สุจิตรา  ลาทอน
              นางสาว  ศิโรรัตน์  กาญจนะ
                                         นางสาว  อัจฉราภรณ์  ลือเลื่อง
สังกัด                            :     สาขาวิชานิเทศศาสตร์ (ประชาสัมพันธ์)
                                           คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี
ปีการศึกษา                   :     2558
อาจารย์ที่ปรึกษา        :     ผศ.ดร.เสกสรร  สายสีสด
………………………………………………………………………………………………………………..

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร ความน่าเชื่อถือ และความพึงพอใจที่มีต่อข่าวสารที่แชร์ผ่านทาง Facebook ของประชากรกลุ่มตัวอย่างในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  คือ ประชากรในเขตเทศบาลนครอุดรธานี  จำแนกตามเพศคือเพศชายและเพศหญิง  ที่มีอายุระหว่าง 40 – 60 ปี จำนวน 400 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย   และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  วิเคราะห์ข้อมูลได้จากโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS
                ผลการวิจัยพบว่า  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม  เป็นชายจำนวน 214 คน คิดเป็นร้อยละ 53.5  และเป็นเพศหญิงจำนวน 286 คน คิดเป็นร้อยละ 46.5  ตามลำดับ  ส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 46-50ปี  จำนวน 163 คน  คิดเป็นร้อยละ 40.8  มีอาชีพข้าราชการ  จำนวน 141 คน คิดเป็นร้อยละ 35.3  มีการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 246 คน คิดเป็นร้อยละ 61.5  สถานภาพสมรส จำนวน 359 คน คิดเป็นร้อยละ 89.8  มีแหล่งที่มาของรายได้จากตนเองมากที่สุดจำนวน 333 คน คิดเป็นร้อยละ 83.2  รายได้ต่อเดือนอยู่ที่10,001 – 20,000 บาทจำนวน 255 คนคิดเป็นร้อยละ 63.8  รายได้เหลือเก็บจำนวน234 คนคิดเป็นร้อยละ 58.5  ตามลำดับ
                ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ Facebook ของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า  กลุ่มตัวอย่างเคยใช้ facebook จำนวน 400 คนคิดเป็นร้อยละ 100  ส่วนใหญ่ใช้ facebook ที่บ้านจำนวน 322 คนคิดเป็นร้อยละ 80.5  ใช้ facebook สัปดาห์ละ10 – 20 ชม.จำนวน 222 คน คิดเป็นร้อยละ 55.5  ใช้facebookในช่วงเวลา18.01 -20.00.จำนวน 177 คน  คิดเป็นร้อยละ 44.3  ใช้facebookเพื่อติดตามข่าวสารจำนวน 195 คนคิดเป็นร้อยละ 48.8  ใช้facebook มาเป็นระยะเวลา 1 ปีจำนวน 208 คนคิดเป็นร้อยละ 52.0  ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางเปิดรับfacebookจำนวน 328 คนคิดเป็นร้อยละ 82.0  ส่วนใหญ่เลือกตอบว่าได้ประโยชน์จากการใช้Facebookในการติดตามข่าวสารได้รวดเร็วจำนวน 276 คน คิดเป็นร้อยละ 69.0  และส่วนใหญ่คิดว่าการใช้ Facebook เป็นช่องทางให้หลอกลวงกันได้จำนวน 197คนคิดเป็นร้อยละ 49.3  ตามลำดับ
                ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมความน่าเชื่อถือของข่าวสารที่แชร์ผ่านทาง Facebook  พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมความน่าเชื่อถือของข่าวสารที่แชร์ผ่านทาง Facebook อยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.87)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือเชื่อข่าวสารที่ได้รับผ่านทาง Facebook ทันทีเมื่ออ่านจบอยู่ในระดับปานกลาง ( x =3.07)  มีรูปแบบความพึงพอใจด้านความสะดวกอยู่ในระดับปานกลาง ( x =3.30)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ได้รับข้อมูลข่าวสารประจำวันที่ทันต่อเหตุการณ์ รวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ในระดับปานกลาง ( x =3.48)  รูปแบบความพึงพอใจด้านเนื้อหาอยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.89) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีความหลายหลายทั้งข่าวในประเทศ และข่าวต่างประเทศทั่วโลกอยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.97)   มีรูปแบบความพึงพอใจด้านความสามารถของfacebook อยู่ในระดับปานกลาง ( =2.81)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่สนใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นได้ทันทีอยู่ในระดับปานกลาง( x =2.87)   รูปแบบความพึงพอใจด้านความรวดเร็วในการเชื่อมต่อของระบบอินเตอร์เน็ตอยู่ในระดับปานกลาง 
( x =2.63)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือมีความสะดวกใช้บริการได้ 24 ชั่วโมงอยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.77)  รูปแบบความพึงพอใจด้านรูปแบบความพึงพอใจด้านการติดต่อสื่อสารอยู่ในระดับปานกลาง
( x =2.98)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการติดต่อค้นหาเพื่อนเก่าอยู่ในระดับมาก( x =3.50)  ตามลำดับ





การเปิดรับข้อมูลข่าวสารอาเซียนของโรงเรียนบ้านหมากแข้ง


บทคัดย่อ
      ชื่อเรื่อง                    :  การเปิดรับข้อมูลข่าวสารอาเซียนของโรงเรียนบ้านหมากแข้ง
      คณะผู้วิจัย               :  นายศุภฤกษ์  หอมรอด
:  นางสาวเจนจิรา  ลอวิภา
                                    :  นางสาวชุตินันท์  เวียงคำ
                                    :  นางสาวพริมรตา  ดีษะเกตุ
                                    :  นายอนุพัฒน์   ไชยภูมิ
     ระดับการศึกษา         :  ปริญญาตรี (นิเทศศาสตร์บัณฑิต)  คณะวิทยาการจัดการ
   มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
      ปีการศึกษา              :  2557
      อาจารย์ที่ปรึกษา       :  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสกสรร  สายสีสด
 


การศึกษาเรื่องการเปิดรับข้อมูลข่าวสารอาเซียนโรงเรียนบ้านหมากแข้ง  ตำบลหมากแข้ง  อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีวัตถุประสงค์การศึกษา
1. เพื่อศึกษาสภาพการเปิดรับข้อมูลข่าวสารอาเซียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านหมากแข้ง
2. เพื่อศึกษาความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของนักเรียนบ้านหมากแข้ง 
3.  เพื่อศึกษาปัญหาการรับข้อมูลข่าวสารอาเซียนของนักเรียนบ้านหมากแข้ง
การดำเนินการวิจัยโดยผู้วิจัยจะทำการศึกษากลุ่มนักเรียนโรงเรียนบ้านหมากแข้งจำนวน400คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามรวบรวมแบบสอบถามนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน
จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 400 คนของนักเรียนโรงเรียนบ้านหมากแข้ง จากอายุของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามช่วงอายุระหว่าง 12-19 ปี เป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมต้นทั้งหมด 724 คน  และนักเรียนหญิงชั้นมัธยมต้นทั้งหมด 420 คน จากทั้งหมด 1,144 คน และนักเรียนชายชั้นมัธยมปลายทั้งหมด147 คน และหญิงชั้นมัธยมปลายทั้งหมด 167 คน จากทั้งหมด 314 คน รวมทั้งหมด 1,458 คน
ระดับของการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถามที่มากที่สุดคือ  คือ มัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 28.8 รองลงมาคือ มัธยมศึกษาปีที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 25.5 มัธยมศึกษาปีที่ 2 คิดเป็นร้อยละ 24.3 มัธยมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละ 8.5 มัธยมศึกษาปีที่ 5 คิดเป็นร้อย 7.0 และมัธยมศึกษา 6.0 ตามลำดับ  
ผลการวิจัยพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 400 คน ประชากรผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ จำแนกและติดตามข่าวสารด้านอาเซียนจากสื่อ คิดเป็นร้อยละ 100 ช่วงเวลาที่รับข้อมูลข่าวสารด้านอาเซียนของกลุ่มประชากรที่ตอบแบบสอบถามคิดเป็นร้อยละ 100 สถานที่ที่ใช้เปิดรับข้อมูลข่าวสารอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 100 ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาเซียน ทราบข้อมูลข่าวสาร คิดเป็นร้อยละ 84.7 และ ไม่ทราบข้อมูลข่าวสารคิดเป็น 15.3 ความพร้อมในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารอาเซียน พร้อม คิดเป็นร้อยละ 65.8 และไม่พร้อมคิดเป็น 34.2 การรับบริการข้อมูลข่าวสารด้านอาเซียนเพียงพอ คิดเป็นร้อยละ 53.2 และ ไม่เพียงพอ 46.8
ลักษณะการเปิดรับข้อมูลข่าวสารด้านอาเซียนส่วนใหญ่ติดตามโดยการทำอย่างอื่นไปด้วย คิดเป็นร้อยละ 42.0 รองลงมาคือ ไม่ได้ตั้งใจ คิดเป็นร้อยละ 31.0 ตั้งใจ คิดเป็นร้อยละ 27.0 และ อื่นๆ  คิดเป็นร้อยละ 1 ตามลำดับ การเปิดรับข่าวสารอาเซียนมีผลกระทบต่อตัวเรา คิดเป็นร้อยละ 99 ตอบมี และ ไม่ตอบคิดเป็นร้อยละ 1 ประชาคมอาเซียนมีผลกระทบต่อตัวเราส่วนใหญ่ ไม่พร้อมด้านภาษา คิดเป็นร้อยละ 40.5 รองลงมาคือความเข้าใจในประชาคมอาเซียนคิดเป็นร้อยละ 34.5 การปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง คิดเป็นร้อยละ 16.0 และการตั้งรับข่าวสารอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 9.0 ตามลำดับ  การเปิดรับประชาคมอาเซียนมีผลดีในด้านใด ตอบคิดเป็นร้อยละ 100  โรงเรียนมีกิจกรรมเกี่ยวกับอาเซียน ตอบคิดเป็นร้อยละ 100









 

 

พฤติกรรมและความพึงพอใจในการเปิดรับข่าวสารอาเซียนของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี



ชื่อเรื่อง            :     พฤติกรรมและความพึงพอใจในการเปิดรับข่าวสารอาเซียนของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
คณะผู้วิจัย        :          1.นายธนากร  เวสประชุม
                                      2.นางสาวปรียานันท์  เจริญคุณวิวัฏ
                                      3.นางสาวสุนิสา  ถิ่นกมุท
                                      4.นายวศิน   วงษ์บุตรสง
                                       5.นางสาวอรวรรณ  มงคลกุล
สังกัด            :          สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ระดับการศึกษา       :     ปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต ( นศ.บ. ) วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
ปีการศึกษา               :     2558

อาจารย์ที่ปรึกษา      :     ผศ.ดร.เสกสรร สายสีสด


บทคัดย่อ
การศึกษางานวิจัยเรื่องพฤติกรรมและความพึงพอใจในการเปิดรับข่าวสารอาเซียนของประชนชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี พ.ศ.2558 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี จำนวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป(SPSS) การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการวิจัยพบว่าประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จํานวน 205 คน คิดเป็นร้อยละ 52.4 มีอายุระหว่าง 21-30 ปี มีอาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัว การศึกษาอยู่ในระดับอนุปริญญา/เทียบเท่า รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000-30,000 บาท พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารอาเซียนเป็นประจำของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่เปิดรับข่าวสารอาเซียน รับข่าวสารบ้างบางครั้ง           สถานที่เปิดรับข่าวสารอาเซียนที่ บ้าน เปิดรับข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ในการเปิดรับข่าวสารอาเซียน ประเภทของข่าวสารที่เปิดรับคือข่าวเศรษฐกิจ ปริมาณการบริโภคข่าวสารอาเซียนคือ ปานกลาง ช่วงเวลาใหญ่เปิดรับข่าวสารอาเซียนช่วงเวลา 09:01-10:00 .สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับปานกลาง การไปใช้ประโยชน์ในการเข้าร่วมประชาคมอาเซียนอยู่ในระดับน้อย ข่าวสารที่ได้รับสามารถนำไปปรับใช้ในการปรับตัวให้เข้ากับประชาคมอาเซียนอยู่ในระดับปานกลางข่าวสารที่ได้สามารถนำไปเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้อื่น อยู่ในระดับปานกลาง สามารถนำประโยชน์จากข่าวสารอาเซียนไปใช้ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาชีพในประชาคมอาเซียน อยู่ในระดับปานกลาง พึงพอใจต่อการนำเสนอข่าวสารอาเซียนเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจต่อเนื้อหาข่าวสารอาเซียนเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนำเสนอข่าวสารเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจต่อสื่อมวลชนไทยนำเสนอข่าวอาเซียนเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจในเนื้อหากับภาพมีความสอดคล้องกันเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจต่อข้อมูลมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจต่อการได้รับข่าวสารเกี่ยวกับแต่ละประเทศในอาเซียนเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจได้รับข่าวสารที่มีความรวดเร็วทันเหตุการณ์เพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง ท่านมีความพึงพอใจต่อข่าวสารที่ครอบคลุมทั้ง 10 ประเทศเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง







พฤติกรรมและความพึงพอใจต่อการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี


ชื่องานวิจัย     :      พฤติกรรมและความพึงพอใจต่อการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ของประชาชน
                                ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

คณะผู้จัดทำ     :      นายเกียรติศักดิ์ บัวโคกรัง
                                  นายภานุพงษ์ บุญญรังษ์
                  นายชัชวาล ด้วงศาลา
                  นายภาคย์พิสิฐ ลาภบรรจบ
                  นายอัศวฤทธิ์ ตาลเอี่ยม

ะดับการศึกษา : ปริญญานิเทศศาสตรบัณฑิต (นศบ.)
สังกัด : สาขาวิชานิเทศศาสตร์(วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ปีการศึกษา : 2558
อาจารย์ที่ปรึกษา :ผศ.ดร. เสกสรร  สายสีสด

บทคัดย่อ
            การวิจัยเรื่องพฤติกรรมและความพึงพอใจต่อการรับชมภาพยนตร์ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับชมภาพยนตร์ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ประชาชนในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่เข้าใช้บริการโรงภาพยนตร์ในเขตเทศบาลนครอุดรธานีโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง แบบง่าย จำนวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป(SPSS) การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
               
จากการศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจต่อการรับชมภาพยนตร์ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานีพบว่าพฤติกรรมการรับชมภาพยนตร์ของประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่รับชมภาพยนตร์ 2-3 ครั้งต่อเดือนมากที่สุด จำนวน 176คนคิดเป็นร้อยละ 44แนวภาพยนตร์ที่รับชมมากที่สุด คือแนวภาพยนตร์ตลกขบขัน มากที่สุด จำนวน 254 คนคิดเป็นร้อยละ 17.20 เวลาในการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ เวลา 19.00-21.00 น.มากที่สุด จำนวน 126คนคิดเป็นร้อยละ 31.5วันที่รับชมภาพยนตร์ วันเสาร์มากที่สุด จำนวน 187 คนคิดเป็นร้อยละ 46.8 เหตุผลในการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่เลือกจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ จำนวน 275 คน คิดเป็นร้อยละ 22.23   ระบบในการรับชมภาพยนตร์เลือกรับชม ระบบปกติ มากที่สุด จำนวน 207 การใช้บริการโรงภาพยนตร์ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขาเซนทรัลอุดรธานี มากที่สุด จำนวน 228คนคิดเป็นร้อยละ 57เหตุผลในการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ระบบภาพและเสียงที่ดีกว่า มากที่สุด จำนวน 120 คนคิดเป็นร้อยละ 30 และความพึงพอใจต่อการรับชมภาพยนตร์ โดยปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุดคือในหัวข้อการบริการของพนักงานพบว่ามีค่าเฉลี่ย 3.87 อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือหัวข้อโปรโมชั่นของโรงภาพยนตร์พบว่ามีค่าเฉลี่ย3.74อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือหัวข้อระบบในการฉายภาพยนตร์ พบว่ามีค่าเฉลี่ย3.7 อยู่ในระดับมาก และหัวข้อความสะดวกในการซื้อบัตรพบว่ามีค่าเฉลี่ย 3.7 อยู่ในระดับมาก และให้ความเห็นว่าการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์สามารถให้ความผ่อนคลายได้มากกว่าการรับชมภาพยนตร์อยู่ที่บ้าน

โดยปัจจัยหลักมาจากระบบในการฉายที่สามารถให้ความบันเทิงได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งระบบภาพและเสียงซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี สนใจรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มากขึ้นและยังพบว่าประชาชนในเขตเทศบาลนครอุดรธานีให้ความสนใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์มากขึ้นวิเคราะห์จากความเห็น โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นการสนับสนุนให้กับทีมงานผู้สร้างและยังไม่สนับสนุนให้ซื้อแผ่นซีดีเถื่อนหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา เพราะการรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ถือเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนทำถูกกฎหมาย และยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วงการภาพยนตร์ก้าวหน้าได้มากขึ้น

พฤติกรรมการเปิดรับและความน่าเชื่อถือข่าวสารใน Facebook ของผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี



หัวข้อ                             :    พฤติกรรมการเปิดรับและความน่าเชื่อถือข่าวสารใน Facebook
                                             ของผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
 คณะผู้วิจัย                      นางสาว  สุจิตรา  ลาทอน
              นางสาว  ศิโรรัตน์  กาญจนะ
                                         นางสาว  อัจฉราภรณ์  ลือเลื่อง
สังกัด                            :     สาขาวิชานิเทศศาสตร์ (ประชาสัมพันธ์)
                                           คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี
ปีการศึกษา                   :     2558
อาจารย์ที่ปรึกษา        :     ผศ.ดร.เสกสรร  สายสีสด
………………………………………………………………………………………………………………..

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร ความน่าเชื่อถือ และความพึงพอใจที่มีต่อข่าวสารที่แชร์ผ่านทาง Facebook ของประชากรกลุ่มตัวอย่างในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  คือ ประชากรในเขตเทศบาลนครอุดรธานี  จำแนกตามเพศคือเพศชายและเพศหญิง  ที่มีอายุระหว่าง 40 – 60 ปี จำนวน 400 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย   และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  วิเคราะห์ข้อมูลได้จากโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS
                ผลการวิจัยพบว่า  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม  เป็นชายจำนวน 214 คน คิดเป็นร้อยละ 53.5  และเป็นเพศหญิงจำนวน 286 คน คิดเป็นร้อยละ 46.5  ตามลำดับ  ส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 46-50ปี  จำนวน 163 คน  คิดเป็นร้อยละ 40.8  มีอาชีพข้าราชการ  จำนวน 141 คน คิดเป็นร้อยละ 35.3  มีการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 246 คน คิดเป็นร้อยละ 61.5  สถานภาพสมรส จำนวน 359 คน คิดเป็นร้อยละ 89.8  มีแหล่งที่มาของรายได้จากตนเองมากที่สุดจำนวน 333 คน คิดเป็นร้อยละ 83.2  รายได้ต่อเดือนอยู่ที่10,001 – 20,000 บาทจำนวน 255 คนคิดเป็นร้อยละ 63.8  รายได้เหลือเก็บจำนวน234 คนคิดเป็นร้อยละ 58.5  ตามลำดับ
                ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ Facebook ของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า  กลุ่มตัวอย่างเคยใช้ facebook จำนวน 400 คนคิดเป็นร้อยละ 100  ส่วนใหญ่ใช้ facebook ที่บ้านจำนวน 322 คนคิดเป็นร้อยละ 80.5  ใช้ facebook สัปดาห์ละ10 – 20 ชม.จำนวน 222 คน คิดเป็นร้อยละ 55.5  ใช้facebookในช่วงเวลา18.01 -20.00.จำนวน 177 คน  คิดเป็นร้อยละ 44.3  ใช้facebookเพื่อติดตามข่าวสารจำนวน 195 คนคิดเป็นร้อยละ 48.8  ใช้facebook มาเป็นระยะเวลา 1 ปีจำนวน 208 คนคิดเป็นร้อยละ 52.0  ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางเปิดรับfacebookจำนวน 328 คนคิดเป็นร้อยละ 82.0  ส่วนใหญ่เลือกตอบว่าได้ประโยชน์จากการใช้Facebookในการติดตามข่าวสารได้รวดเร็วจำนวน 276 คน คิดเป็นร้อยละ 69.0  และส่วนใหญ่คิดว่าการใช้ Facebook เป็นช่องทางให้หลอกลวงกันได้จำนวน 197คนคิดเป็นร้อยละ 49.3  ตามลำดับ
                ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมความน่าเชื่อถือของข่าวสารที่แชร์ผ่านทาง Facebook  พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมความน่าเชื่อถือของข่าวสารที่แชร์ผ่านทาง Facebook อยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.87)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือเชื่อข่าวสารที่ได้รับผ่านทาง Facebook ทันทีเมื่ออ่านจบอยู่ในระดับปานกลาง ( x =3.07)  มีรูปแบบความพึงพอใจด้านความสะดวกอยู่ในระดับปานกลาง ( x =3.30)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ได้รับข้อมูลข่าวสารประจำวันที่ทันต่อเหตุการณ์ รวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ในระดับปานกลาง ( x =3.48)  รูปแบบความพึงพอใจด้านเนื้อหาอยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.89) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีความหลายหลายทั้งข่าวในประเทศ และข่าวต่างประเทศทั่วโลกอยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.97)   มีรูปแบบความพึงพอใจด้านความสามารถของfacebook อยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.81)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่สนใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นได้ทันทีอยู่ในระดับปานกลาง( x =2.87)   รูปแบบความพึงพอใจด้านความรวดเร็วในการเชื่อมต่อของระบบอินเตอร์เน็ตอยู่ในระดับปานกลาง 
( x =2.63)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือมีความสะดวกใช้บริการได้ 24 ชั่วโมงอยู่ในระดับปานกลาง ( x =2.77)  รูปแบบความพึงพอใจด้านรูปแบบความพึงพอใจด้านการติดต่อสื่อสารอยู่ในระดับปานกลาง
( x =2.98)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการติดต่อค้นหาเพื่อนเก่าอยู่ในระดับมาก( x =3.50)  ตามลำดับ